พระอาจารย์เสถียร สมาจาโร
วัดวาชูคุ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี
ท่านพระอาจารย์เสถียร สมาจาโร มีนามเดิมว่า เสถียร ทองโคตร์ บิดาชื่อว่า พรหมา มารดาชื่อ ก้าน ท่านถือกำเนิด เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๐๐ ตรงกับวันศุกร์ ขึ้น ๘ ค่ำ เดือน ๔ ปีระกา ณ ตำบลโนนสัง อำเภอโนนสัง จังหวัดอุดรธานี
ท่านมีพี่น้องรวม ๔ คนคือ
๑ ท่านพระอาจารย์เสถียร ทองโคตร์
๒ นายวิเชียร ทองโคตร์
๓ นางหนูเพียร ทองโคตร์
๔ นายบัวเรียน ทองโคตร์
โยมบิดา มารดา ของท่านมีอาชีพทำนา ท่านเรียนจบชั้นประถมปีที่ ๔ จากนั้นครอบครัวของท่านได้ย้ายไปอยู่ที่จังหวัดเชียงราย ต่อมาเมื่อมีอายุครบบวช ท่านได้บรรพชาอุปสมบท ที่วัดป่าสำราญนิวาส ตำบลศาลา อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง เมื่อวันที่ ๑๘ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๒๐ มีพระครู การุณยธรรมนิวาส (หลวงปู่หลวง กตปุญโญ) เป็นพระอุปัชฌาย์ พระคำมูล ชิตมาโร (พระปัญญาพิศาลเถร)เป็นพระกรรมวาจาจารย์ ( ปัจจุบันอยู่ที่วัดรัตนวนาราม จ.พะเยา เป็นเจ้าคณะจังหวัดเชียงราย
ลำดับการจำพรรษา
พรรษาที่ ๑-๔ จำพรรษาอยู่กับหลวงปู่ขาน ฐานวโร วัดป่าบ้านเหล่า อำเภอเวียงชัย จังหวัดเชียงราย
พรรษาที่ ๕ จำพรรษาที่ บ้านอีก้อ อำเภอแม่สาย จังหวัดเชียงราย
พรรษาที่ ๖-๗ ท่านได้กลับไปจำพรรษาอยู่กับหลวงปู่ขาน ฐานวโร
พรรษาที่ ๘-๙ ท่านได้ธุดงค์อยู่ทางอีสาน
พอดีช่วงนั้นมีงานพระราชทานเพลิงศพ หลวงปู่ผาง จิตฺตคุตฺโต ท่านพระอาจารย์เสถียรก็ได้ไปช่วยงานท่านด้วย และได้พบกับ ท่านพระอาจารย์สาคร ธมฺมาวุโธ เป็นครั้งแรกในงานนี้ เมื่อเสร็จงานพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ผางแล้ว ท่านจึงได้ธุดงค์เรื่อยมาจนถึงอำเภอทองผาภูมิ และได้จำพรรษาอยู่ที่วัดเวฬุวันวนาราม ตำบลท่าขนุน อำเภอทองผาภูมิ จังหวัดกาญจนบุรี ในช่วงออกพรรษาท่านได้ไ ปวิเวกตามป่า ตามเขาในเขตป่าทุ่งใหญ่นเรศวร อาศัยบิณฑบาตจากชาวกะเหรี่ยงจนท่านสามารถพูดภาษากะเหรี่ยงได้อย่างชำนิชำนาญ
พรรษาที่ ๑๐ - ๑๖ จำพรรษาที่วัดวาชูคุ ตำบลไล่โว่ อำเภอสังขละบุรี จังหวัดกาญจนบุรี วัดแห่งนี้เป็นวัดอยู่กลางป่า ชาวบ้านเป็นชาวกะเหรี่ยง ในช่วงที่ท่านมาจำพรรษาใหม่ๆ ชาวบ้านส่วนใหญ่นับถือฤาษีไว้ผมยาวเกล้าเป็นมวยแล้วใช้ผ้าผูกทับไว้ ท่านอาจารย์ก็ได้แนะนำสั่งสอนให้ชาวบ้านยึดมั่นในพระรัตนตรัย น้อมนำเอาพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ เป็นที่พึ่งที่สักการะสูงสุด จนชาวบ้านส่วนใหญ่หันมาปฏิบัติตาม บ้างก็ส่งลูกหลานมาบวชในบวรพระพุทธศาสนาหลายคน หรือเมื่อมีเรื่องทุกข์เรื่องร้อนประการใด ไม่ว่าเจ็บไข้ได้ป่วย ความเป็นอยู่ การทำมาหากิน ก็จะมาให้ท่านอาจารย์ช่วยสงเคราะห์ให้ ซึ่งท่านอาจารย์ก็เมตตาช่วยสงเคราะห์ด้วยดีทุกรายไป ประดุจดังพี่น้องร่วมสายโลหิตที่ต้องช่วยเหลือดูแลและเอื้ออาทรให้พ้นทุกข์พ้นยาก ดังนั้น ชาวกะเหรี่ยงทั้งหมูบ้านใกล้ไกล จึงให้ความเคารพยำเกรงและศรัทธาท่านมาก
เวลาท่านอาจารย์ไปทางหมู่บ้านไหน ท่านมักจะชักชวนชาวบ้านพัฒนาแหล่งน้ำโดยให้ชาวบ้านช่วยกันขุดบ่อ ดังนั้นชาวบ้านจึงตั้งสมญาให้ท่านเป็นภาษากะเหรี่ยงว่า ตองค่าทิกะเล่อ ซึ่งหมายถึงพระบ่อน้ำ
การเดินทางจากหมู่บ้านหนึ่งไปหมู่บ้านหนึ่งก็ต้องใช้วิธีเดินเท้า ใช้เวลาเป็นวันๆ คืนๆ จึงจะถึงจุดหมายเรื่องรถนั้นแทบไม่ต้องพูดถึง ยิ่งฤดูฝนด้วยแล้ว พาหนะที่ดีที่สุดในแถบที่พระอาจารย์จำพรรษาอยู่ ก็คือช้าง ในฤดูแล้งก็พอที่จะได้พบเห็นรถอยู่บ้าง แต่นั่นไม่ใช่อุปสรรคในการประพฤติปฏิบัติและพัฒนาชาวกะเหรี่ยง สำหรับพระอย่างท่านอาจารย์ ท่านยังคงปฏิบัติและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง
แม้ใกล้วาระสุดท้ายที่ท่านอาพาธอย่างหนักด้วยโรคมะเร็งเวทนาจะกล้าสักเพียงใดก็ตามท่านก็ยังคงปฏิบัติและพัฒนาอย่างปกติ โดยมิได้หวั่นไหวต่อธาตุขันธ์ที่ใกล้จะแตกดับเลย ท่านวางธาตุขันธ์โดยอาการสงบสุข ที่วัดวาชูคุ เมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๖ เวลา ๒๔.๐๐ น. สิริรวมอายุได้ ๓๖ ปี พรรษา ๑๖
ท่านพระอาจารย์เสถียร สมาจาโร ท่านเป็นผู้ที่มีปฎิปทาเด็ดเดี่ยวและกล้าหาญมาก เป็นพระที่หาได้ยากองค์หนึ่งในสมัยปัจจุบัน ครั้งหนึ่งท่านสนทนาธรรมกับสหธรรมิกของท่าน เกี่ยวกับเรื่องทำความเพียร ท่านยกตัวอย่างการทำความเพียร เมื่อสมัยบวชใหม่ๆ จิตใจฟุ้งซ่าน รำคาญมาก ท่านจึงตัดสินใจให้หมู่เพื่อน มัดแขน มัดขา ไว้กลางป่าในท่านั่งสมาธิ ถึง ๓ วัน ๓ คืน
ท่านเล่าว่าเวทนาเกิดขึ้นมาก ท่านจึงกำหนดความตายเป็นอารมณ์ จิตจึงวางเวทนา แม้แต่สังขารก็วาง เหลือแต่ความรู้ที่สว่างอยู่เฉยๆ ไม่รู้นานเท่าไร จิตจึงถอนออก เมื่อครบ ๓ วันแล้ว หมู่เพื่อนจึงมาแก้มัดออกแล้วจึงค่อยๆ ช่วยกันนวดตาสมแขนตามขา เมื่อยกมือที่วางซ้อนกันออกปรากฏว่า ตรงฝ่ามือและขาที่ซ้อนกันนั้นมีลักษณะเหมือนไฟไหม้ ตั้งแต่นั้นมา การทำความเพียรของท่านเมื่อจิตใจฟุ้งซ่าน ท่านมักจะไปหาที่อยู่องค์เดียวในถ้ำหรือป่าลึกๆ และบำเพ็ญภาวนานานเป็นวันๆ คืนๆ ไป
ท่านบอกว่า การทำความเพียร เมื่อจิตใจมารากฐานดีแล้ว การภาวนาเป็นวันๆ คืนๆ มีแต่จะเพิ่มความชำนาญของสมาธิไปเรื่อยๆ การพิจารณากายของท่านๆ มักจะใช้อิริยาบถเดิน บางครั้งท่านจะเดินไปตามป่าคนเดียวในตอนกลางคืนและจะกลับมารถึงศาลาก็ตอนใกล้สว่างเป็นประจำ
คราวหนึ่งกลางพรรษาที่วัดวาชูคุ ฝนตกหนัก ถนนหนทางถัดขาดโดยสิ้นเชิง ทั้งตามลำห้วย น้ำป่าก็พัดแรง ท่านอาจารย์อาพาธเป็นไข้อย่างหนัก หนาวสั่น ท่านจึงสั่งให้ชาวบ้านตัดลำไม้มาผูกเป็นแพเล็กๆ แค่นั่งคนเดียวแพก็เกือบจะล่มแล้ว นำไปลอยไว้ในหนองน้ำใกล้ๆ กับกุฏิที่พัก แล้วท่านจึงขึ้นไปนั่งบนแพ ปล่อยแพให้ลอยอยู่กลางหนองน้ำ นั่งภาวนาตากแดดตากฝน ลอยน้ำอยู่ทั้งวันทั้งคืน จนอาการดีขึ้น ต่อเมื่อมีผู้ไปถามท่านว่า ทำไมต้องไปอยู่บนแพเล็กๆ พอเวลาเป็นไข้อย่างหนักด้วยท่านก็ว่ามันอยากเป็นไข้นี่ ถ้าควบคุมตัวเองไม่ได้ กระดุกกระดิกก็ให้แพล่มจมน้ำไปเลย
โดยปกติแล้วท่านอาจารย์เสถียร ท่านชอบธุดงค์ไปยังที่ต่างๆ ที่เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรภาวนาอยู่แสมอทั้งกางภาคเหนือ ภาคอีสาน ตะวันออก ตะวันตก บางคราวก็เลยไปยังประเทศพม่าด้วย
ท่านเล่าว่ามีอยู่ครั้งหนึ่งที่ดงลาน จ.เลย ท่านภาวนาแล้วบังเกิดนิมิตเป็นที่อัศจรรย์หลายเรื่องหลายราว ท่านก็ว่าเราก็รู้แล้วจะไม่หลงหรือ ดังนั้นท่านจึงเดินทางกลับไปกราบเรียนหลวงปู่ขาน หลวงปู่ท่านว่า ถ้ารู้แล้วก็มีสติจะหลงอะไร หรือเวลาท่านไปธุดงค์ทางพม่าท่านมักจะพักตามป่าช้า ท่านว่าป่าทางพม่าสวยดี มีต้นไม้ใหญ่ ร่มครึ้ม เหมือนป่าดึกดำบรรพ์ เหมาะแก่การบำเพ็ญเพียรภาวนาเป็นยิ่งนัก
คราวหนึ่ง ช่วงที่ท่านอยู่วาชูคุ ท่านบังเกิดความคิดถึง พ่อ แม่ ครูบาอาจารย์ ที่เชียงรายเป็นอย่างยิ่ง ท่านจึงเดินทางจะกลับไปบ้าน พอถึงลำปางท่านเห็นชาวบ้านเขาฝึกช้าง แยกลูกแยกแม่จากกัน ท่านก็เลยพิจารณาปล่อยวาง แล้วก็เลยเดินทางกลับวาชูคุอีก ส่วนมากท่านอาจารย์จะพูดน้อยและถ่อมตน หรือบางทีมีญาติโยมถามธรรมะท่านๆ ก็ตอบว่าไม่รู้สิ แต่เมื่อถูกรบเร้ามากๆ ท่านก็ว่า เรามันพระเล็กพระน้อยให้ไปถามครูบาอาจารย์ ซึ่งหมายถึง ท่านอาจารย์สาคร
ส่วนเรื่องบริขารของท่านๆ จะไม่กระตือรือร้น ท่านมักจะใช้ของขาดๆ เก่าๆ เพียงแต่ไม่ผิดพระธรรมวินัยเป็นอันใช้ได้ ยิ่งเรื่องอาหารการฉันของท่านอาจารย์ด้วยแล้ว เป็นไปอย่างเรียบง่ายตามฐานะความเป็นอยู่ศรัทธาของญาติโยม แม้แต่น้ำพริกกะเหรี่ยงซึ่งขึ้นชื่อลือชาในเรื่องความเผ็ด เค็ม ท่านก็ฉันได้อย่างเอร็ดอร่อย ท่านชอบชวนญาติโยมไปเที่ยววัดท่านที่วาชูคุ โดยบอกว่าไปกินชะอมต้มเกลือ แล้วท่านก็ยิ้มๆ
ท่านอาจารย์มักมีอารมณ์ดีและอารมณ์ขันอยู่เสมอ ครั้งหนึ่งญาติโยมที่ทำอาหารถวายพระนอนตื่นสาย กลัวว่าจะทำอาหารถวายพระไม่ทัน ก็เลยกราบเรียนท่านอาจารย์ว่า ขอให้พระรอก่อน แต่ท่านไม่รอ ท่านบอกว่าท่านชื่อเสถียร ท่านไม่ใช่พระรอ
หรือคราวหนึ่งโยมชาวกะเหรี่ยงต้มยอดฟักทองมาถวายท่าน โดยต้มมาทั้งเถาเลย ท่านประมาณดูว่าขดได้ ๓ รอบบาตรท่านรับประเคนแล้วไม่ว่าอะไร พอฉันเสร็จแล้วก็ออกไปหัวเราะกับสหธรรมมิกของท่านตรงที่ล้างบาตร โดยปกติลูกศิษย์ชาวกะเหรี่ยงของท่านอาจารย์ส่วนมากแล้วจะไม่ค่อยได้เข้ามาในเมืองบ่อยนัก เวลาท่านเดินทางไปกรุงเทพ ท่านมักจะพาเด็กๆ ชาวกะเหรี่ยงไปกับท่านด้วยเสมอ คราวละหลายสิบคน ญาติโยมมักจะถามว่า ไม่กลัวเด็กๆ พลัดหลงหรือ ท่านก็บอกว่าไม่กลัว เพราะเวลาจะข้ามาถนนหรือเดินไปทางไหน ก็ให้เด็ก จับมือกันไว้เป็นแถวกันหลง แล้วท่านก็หัวเราะ
จวบจนเมื่อท่านเริ่มอาพาธ เมื่อวันที่ ๒๐ กันยายน พ.ศ. ๒๕๓๕ โดยมีอาการปวดท้องอย่างรุนแรง แต่ท่านอาจารย์ก็มิได้มาให้แพทย์ตรวจแต่ประการใด คงเป็นเพราะอยู่ในระหว่างพรรษาท่านจึงไม่ยอมเดินทางไปไหน ต่อเมื่อออกพรรษาแล้วท่านถึงยอมอยู่ในความดูแลของแพทย์ แพทย์ลงความเห็นว่าท่านเป็นโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง ท่านพักรักษาตัวอยู๋ในโรงพยาบาลชั่วระยะหนึ่งก่อนจะออกจากโรงพยาบาลมาพักที่วัดเวฬุวัน จากนั้นจึงเข้าไปอยู่วัดท่านที่วาชูคุ วัดที่มีความผูกพันกับท่านอาจารย์มาก ต่อมาท่านก็มรณภาพเมื่อวันที่ ๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๖
หลังจากที่ได้ประชุมเพลิงท่านแล้ว บรรดาญาติโยมได้พากันนำอัฐิธาตุส่วนหนึ่งของท่านอาจารย์กลับไปเชียงราย ตามคำปรารภของท่านอาจารย์ก่อนมรณภาพ และได้ไปกราบนมัสการหลวงปู่ขาล ซึ่งเป็นอาจารย์องค์แรกของท่านอาจารย์เสถียร ท่านได้มีเมตตาต่อบรรดาญาติโยมที่ไปกราบท่านในครั้งนั้นมาก พร้อมกับปรารภให้บรรดาญาติโยมฟังตอนหนึ่งว่า ท่านอาจารย์เสถียร เคยเกิดเป็นกะเหรี่ยงมาหลายภพหลายชาติ
๏ ปกิณกะธรรม
อยู่คนเดียวให้ระวังความคิด อยู่กับมิตรให้ระวังวาจา
เราจะกลัวอะไร เราพิจารณามาจนพอแล้ว
เราก็พูดเล่น พูดหัวไปอย่างนั้นแหละ ใครจะรู้ว่าเรากำลังทำอะไรอยู่
เธอไม่รู้หรือว่าใจเรานั้นวันหนึ่งๆ มันเปลี่ยนไปตั้งกี่ครั้ง
ผู้ทีเดินทางอยูย่อมถึงจุดหมายไม่ช้าก็เร็ว
หนูตัวเล็กๆ มันกินน้ำในห้วย มันก็กินได้แค่พออิ่มท้องมันเท่านั้น
เวทนาเมื่อถึงที่สุดแล้ว จะเปรียบเสมือนพระอาทิตย์ตอนเที่ยงวัน หลังจากนั้นมันก็จะค่อยๆ ลดลงไ
ข้อมูลจาก http://www.dhammajak.net/forums/viewtopic.php?f=13&t=20763